สรรพากรเผยบริษัท/ผู้ประกอบการยื่นจดทะเบียนบัญชีเดียวแล้วกว่า 3.99แสนราย ด้านคณะกรรมการขับเคลื่อนภาคเอกชนเชียร์”เอสเอ็มอี” ส่วนที่เหลืออย่ารอวันสุดท้ายเสี่ยงพลาดโอกาสไม่ทัน 15 มี.ค.ชูอานิสงค์เชิงบวกหลังแบงก์ชาติแก้กฎหมายให้แบงก์ยึดบัญชีเดียวสรรพากร ปล่อยกู้ อธิบดี ยันไม่ตรวจภาษีย้อนหลังแน่

ตามที่ประกาศพ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฎิบัติการเกี่ยวกับอากร ตามประมวลรัษฎากรพ.ศ.2558 และพ.ร.ก.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 594)โดยเปิดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนบุคคลที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ไม่เกิน 500 ล้านบาทและจดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ (บัญชีเล่มเดียว) ต่อกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 15 มีนาคม 2559 นั้น

ต่อเรื่องนี้นายจีระพันธ์ อัศวะธนกุล อดีตนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ในฐานะคณะกรรมการขับเคลื่อนภาคเอกชน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีบริษัท ผู้ประกอบการธุรกิจและเอสเอ็มอีให้ความสนใจยื่นจดแจ้งหรือทำบัญชีเดียวแล้วจำนวน 399,553 ราย ส่วนในวันที่ 15 มีนาคม 2559 ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอียื่นเรื่องเพื่อทำบัญชีเดียวกับกรมสรรพากร มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่เข้าสู่ระบบอีกประมาณ 20% จะยื่นเรื่องเข้ามาภายในวันสุดท้ายซึ่งอาจทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้องได้ โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการยื่นแบบแสดงการเสียภาษีแบบบัญชีเดียว คิดเป็น 80-90% จากฐานเอสเอ็มอีที่มีอยู่ถึง 4-5 แสนรายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมที่จะแก้ระเบียบกรณีที่หากเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี หากต้องการขอสินเชื่อจากเพื่อขยายธุรกิจแล้ว จะต้องยื่นรายการเงินได้ที่มีบัญชีเดียวที่ขึ้นกับกรมสรรพากรเท่านั้น ดังนั้นหากเอสเอ็มอี รายใดที่ไม่มีบัญชีชุดเดียวหรือยังทำแบบ 2-3 บัญชีอยู่เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีแล้วจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งระยะยาวจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาธุรกิจให้ขยายกลายเป็นธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ โดยเฉพาะหากต้องการขยายเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท มาขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากร ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาวันที่ 15 มีนาคม 2559 โดยขอให้แจ้งกับกรมสรรพากรว่าต่อไปนี้จะทำบัญชีที่แสดงรายได้และงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ (บัญชีเล่มเดียว) กรมสรรพากรจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ เป็นต้น

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ ::  ฐานเศรษฐกิจ